สมาชิกเข้าระบบ
ยูสเซอร์เนม :
รหัสผ่าน :
 

ลืมรหัสผ่าน  |   สมาชิกใหม่


ปฏิทินกิจกรรมพิเศษ
August 2014
S M T W T F S
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            
สมาชิกจดหมายข่าว
สมัคร ยกเลิก
กระดานสนทนาธรรม > ปริวาสกรรมคืออะไร


ห้วข้อกระทู้
ปริวาสกรรมคืออะไร
รายละเอียด
ปริวาสกรรมคืออะไร ? เป็นอย่างไร?
ขอบพระคุณค่ะ

ผู้โพส : คุณ JJJ
วันที่ : Thursday, October 17, 2554 เวลา : 7:48:22 AM


ความคิดเห็นที่ 1
ปริวาสกรรม หรือ การอยู่ปริวาส คือการกักบริเวณ พระที่ทำผิดวินัย อาบัติสังฆาทิเสส

ต้องประจานตนเองในท่ามกลางสงฆ์ว่าทำผิดวินัยข้อไหน และอยู่กักบริเวณเป็นเวลา15วัน แล้วจึงจะเป็นผู้บริสุทธิ์ กลับเข้าเป็นพระปรกติ
จาก คุณ Blue Jean [17/10/2554 7:49:42 ]

ความคิดเห็นที่ 2
ปริวาสกรรม หรือ การอยู่ปริวาส คือการกักบริเวณ พระที่ทำผิดวินัย อาบัติสังฆาทิเสส

ต้องประจานตนเองในท่ามกลางสงฆ์ว่าทำผิดวินัยข้อไหน และอยู่กักบริเวณเป็นเวลา15วัน แล้วจึงจะเป็นผู้บริสุทธิ์ กลับเข้าเป็นพระปรกติ
จาก คุณ Blue Jean [17/10/2554 7:50:02 ]

ความคิดเห็นที่ 3
ยังไม่เข้าใจชัดเจนค่ะ ขอความกรุณาอธิบายขยายความเพิ่มเติมด้วยค่ะ กระทู้นี้ตั้งขึ้นเนื่องจากการสงสัย ใคร่รู้ โดยผู้ถามอาจรู้บ้างแต่หาความกระจ่างไม่ได้ และกำลังศึกษาค้นคว้าอยู่เหมือนกัน และถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเพราะความรู้อาจได้จากการสนทนากับผู้รู้ และไม่รู้ว่าจะถามประเด็นย่อยๆให้รัดกุมมากที่สุดได้อย่างไร จะกลายเป็นการอธิบายไปเสีย เพราะกระทู้เป็นการถาม ไม่ใช่การให้ความรู้ การตอบต่างหากเป็นการให้ความรู้แก่ผู้ไม่รู้เท่าที่ผู้ตอบจะให้ได้ ถูกหรือผิดก็ไม่รู้ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ อย่างน้อยก็ยังเชื่ออยู่ว่าต้องมีผู้ให้ความกระจ่างได้
ขอขอบพระคุณล่วงหน้า...สวัสดีค่ะ
จาก คุณJJJ [17/10/2554 7:51:13 ]

ความคิดเห็นที่ 4
ปริวาสกรรม พูดง่ายๆก็คือ การลงโทษพระที่ทำผิดวินัย อาบัติสังฆาทิเสส 13 ข้อ เช่นพูดจาจีบผู้หญิง จงใจจับต้องกายหญิงด้วยอารมณ์พิศวาส เป็นต้น
แต่ปัจจุบันนี้มีพระบางกลุ่ม ปิดเปือนความจริง โดยการบอกบุญให้ชาวบ้านมาร่วมพิธี ทำบุญกันใหญ่โต ทำให้ดูเหมือนเป็นงานบุญที่สำคัญ เหมือนพระเข้าสมาบัติ ทั้งๆที่ความจริง ตัวพระเหล่านั้นโดนทำโทษ ถูกกักบริเวณต่างหาก
จาก Blue Jean [17/10/2554 7:52:01 ]

ความคิดเห็นที่ 5
ปริวาส การอยู่ชดใช้เรียกสามัญว่าอยู่กรรม,
เป็นชื่อวุฏฐานวิธี (ระเบียบปฏิบัติสำหรับออกจากครุกาบัติ)อย่างหนึ่ง
ซึ่งภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้
จะต้องประพฤติเป็นการลงโทษตนเองชดใช้ให้ครบเท่าจำนวนวันที่ปิดอาบัติก่อนที่จะประพฤติมานัตอันเป็นขั้นตอนปกติของการออกจากอาบัติต่อไป,
ระหว่างอยู่ปริวาสต้องประพฤติวัตรต่างๆ เช่น งดใช้สิทธิบางอย่าง ลดฐานะของตนและประจานตัวเป็นต้น ;
ปริวาส มี ๓ อย่าง คือ ปฏิจฉันนปริวาสสโมธานปริวาส และ สุทธันตปริวาส ;
มีปริวาสอีกอย่างหนึ่งสำหรับนักบวชนออกศาสนา จะต้องประพฤติก่อนที่จะบวชในพระธรรมวินัยเรียกว่า ติตถิยปริวาส ซึ่งท่านจัดเป็น อปฏิจฉันนปริวาส
จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ของพระธรรมปิฏก
ผมว่าคุณ B.J. อธิบายชัดเจนดีนะครับไม่ทราบว่าคุณ jjj ไม่เข้าใจที่ไหน ?

จาก tchurit [17/10/2554 7:53:25 ]

ความคิดเห็นที่ 6
แต่พอมาสมัยนี้ ภิกษุผู้อยู่ปริวาสกรรม ส่วนน้อยมาก ๆ เลยครับ ที่ผิดวินัยข้อสังฆาทิเสส ส่วนใหญ่ที่อยู่ปริวาส จะเป็นพระธุดงค์ หรือพระปฏิบัติ มาเข้าปริวาสเพื่อชำระขัดเกลา กิเลสให้เบาบาง พระภิกษุบางรูป อยู่วัดเฉพาะช่วงจำพรรษา พอออกพรรษา ก็ถือปริวาสเป็นวัตร ก็มี ซึ่งในปริวาสนั้นเราอาจจะเห็นพระถือการไม่นอน ฉันมื้อเดียว อาสนะเดียว.. อยู่เป็นจำนวนมาก
หรือภิกษุบางกลุ่ม ก็มีความเชื่อว่า ข้ออาบัติเล็กน้อย (เช่นว่า เดินเยียบแมลงเล็ก ๆ ตายไป, ดูหนัง, ฟังเพลง, เล่นไพ่, กินเหล้า, เมาม้า, อาละวาดกับสหธรรมิกด้วยกัน) ที่ต้องอาบัติในขณะบวชเป็นพระสะสมไว้มาก ๆ เข้าก็ไม่ดีกับตัวเอง จึงมาเข้าปริวาสด้วยตั้งใจหมายว่าจะลบล้างอาบัติเล็กน้อยเหล่านั้น
จึงพากันมาเข้าปริวาส เพื่อปฏิบัติกิจวัตรให้หมดจดบริสุทธิ์ ก่อนที่จะลาสิกขา พระบางรูปพอปริวาสเสร็จ ก็ลาสิกขากันในโบสถ์ต่อเลย (พระชยันโตเยอะดี ไม่ต้องมีซองด้วย)
ดังนั้นวัดไหนมีการจัดปริวาสขึ้น เราก็จะเห็นญาติโยมยกพรรคพวกมาที่วัดเพื่อจะใส่บาตร พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเหล่านั้น จำนวนมาก

ป.ล... ท่านจงเข้าใจว่าอยู่บนโลกที่ไม่สมบูรณ์ใบนี้ ดังนั้นอย่าแปลกใจที่ท่านเห็นพระต่อยกันกลางวัดที่จัดปริวาส... (วัดแถวบ้านผม จัดจนเลิกจัดไปแล้ว )
จาก SchulZ Guy [17/10/2554 7:55:02 ]

ความคิดเห็นที่ 7
การจัดปริวาสกรรมในเมืองไทยตอนนี้มีสองประเภทคือ
๑.จัดเป็นงานปริวาส ๑๐ วัน
๒.จัดตลอดปี

จัด ๑๐ วันนั้น คือ ต้องใช้เวลาในการทำสังฆกรรมนั้น ๑๐ วัน กับ ๙ คืน
สามวันแรก ให้พระภิกษุที่มาเข้าปริวาสกรรม ขอสมาทานปริวาสกรรม
หกวันกับหกคืน ที่เรียกว่า "หกราตรี" ก็ให้พระท่านขอสมาทานมานัต
วันสุดท้าย ซึ่งล่วงพ้นจากราตรีของวันที่หกนั้น ก็ให้พระท่านขออัพภาน
เมื่อขออัพภานก็ถือว่าการเข้าปริวาสกรรมนั้นเสร็จสมบูรณ์ พระที่เข้า
ปริวาสกรรมนั้นก็กลับเข้าร่วมกับหมู่สงฆ์ตามปกติ

การจัดตลอดปีนั้น จัดกันน้อยมาก พระท่านที่ต้องการเข้าปริวาสกรรม
เมื่อเข้าไปที่วัดที่จัดแล้ว ก็ขอสมาทานปริวาสกรรมแก่หมู่สงฆ์ เมื่อเสร็จ
พิธีกรรมตรงนั้นแล้ว ท่านจะเข้าปริวาสกรรมกี่วันกี่เดือนหรือกี่ปีก็ได้
เข้าจนหมดระยะเวลาที่ตนเองปกปิดมา หรือเข้าจนตนเองหมดความลังเล-
สงสัยในความไม่บริสุทธิ์ของตัวเอง แล้วจะบอกต่อสงฆ์เพื่อขอมานัตต์
ซึ่งมานัตต์นี้มีกำหนดตามพระวินัยไว้ ๖ ราตรีเท่านั้น เมื่อครบก็ขออัพภาน
๖ ราตรีนี้ต้องเป็น ๖ ราตรีที่สมบูรณ์ ถ้าทำผิดกฏที่ต้องทำให้ละเมิดราตรีใด
ราตรีหนึ่ง ก็ต้องอยู่ให้ชดใช้ให้ครบราตรีที่กำหนดไว้ คือ ๖ ราตรี

จาก สัจจธรรมภิกขุ [17/10/2554 7:56:02 ]

ความคิดเห็นที่ 8
ขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่กรุณาให้ความรู้เป็นอย่างมาก
มีคำถามต่ออีกค่ะ
1.ตามกระบวนการของพระวินัย อาบัติประเภทนี้ต้องมีผู้โจทก์หรือไม่ แม้เราก็ทราบอยู่แล้วว่าอาบัติมีอำนาจเหนือตน แนวปฏิบัตินั้นเขาทำกันอย่างไร
2.ผู้ถามไม่เคยเห็นพิธีการอยู่ปริวาสกรรม แต่เมื่อมีการอยู่ปริวาสมักมีการประชาสัมพันธ์ โยมมักพอใจไปทำบุญกลายเป็นเรื่องใหญ่โต สันนิษฐานว่าน่าจะมีเหตุผลใดที่จูงใจให้โยมทำอย่างนั้น หรือมีหลักทางวิชาการได้กล่าวไว้หรือไม่ โยมจะได้อานิสงอย่างไร
3.ศัพท์ที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยจะเข้าใจ อาทิ มานัตต์ เป็นต้น ขอความกรุณาอธิบายเท่าที่จะกรุณาได้ในกลุ่มคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
4.โทษของสังฆาทิเสสที่ไม่ตกด้วยปริวาสกรรมเป็นอย่างไร ในทำนองเดียวกันกับปราชิก4นั้นไม่ตกแน่นอน นอกจากถูกประหารแล้ว มีโทษนอกเหนือจากนี้หรือไม่
ขอรบกวนถามเท่านี้ก่อน...ขอขอบพระคุณค่ะ
จาก คุณJJJ [17/10/2554 7:56:52 ]

ความคิดเห็นที่ 9
"สิ่งที่ผู้ถามจะได้รับจากปริวาสกรรม ?"
การเข้าปริวาสกรรมในยุคนี้นั้นแยกออกเป็นสองประเภทอีก
๑.การเข้าปริวาสกรรมที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายพระภิกษุสงฆ์
๒.การเข้าปริวาสกรรมที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายอุบาสก,อุบาสิกา (ฆราวาส)

ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายสงฆ์นั้น ก็ได้กล่าวไว้แล้ว ในที่นี้อาตมาจะขอกล่าวในข้อที่เกี่ยวกับฝ่ายญาติโยม
ที่จริงแล้วการเข้าปริวาสกรรมนั้นไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายญาติโยมโดยตรงเลย เพราะพิธีกรรมนี้เป็นพิธีกรรมที่ฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ทำกันเอง เฉพาะกลุ่ม แต่ในสมัยนี้เมื่อมีการจัดปริวาสกรรมที่ไหนก็จะมีทั้งฝ่ายสงฆ์และญาติโยมมาร่วมกันในงานปริวาสกรรม (แต่ไม่ได้เข้าร่วมกันในเวลาที่ทำพิธีกรรม) ที่จริงแล้วญาติโยมที่มานั้นก็มาเพื่อจุดมุ่งหมาย คือ มาทำบุญให้ทานรักษาศีลและปฏิบัติธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับพิธีกรรมที่เรียกว่าปริวาสกรรม ก็ทำบุญให้ทานรักษาศีลและปฏิบัติธรรมตามปกติธรรมดาทั่วไป แค่เอาคำว่า "ปริวาสกรรม" เป็นชื่องานเท่านั้นเอง
ขอให้ท่านทั้งหลายพยายามแยกคำว่า"ปริวาสกรรม"ในระหว่างฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสให้ออก แม้ว่าจะใช้คำเดี่ยวกันแต่ในความจริงแล้วไม่เหมือนกันเลย ในฝ่ายสงฆ์นั้นเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่บัญญัติอยู่ในพระวินัย แต่ในฝ่ายฆราวาสนั้นใช้เป็นแค่ชื่องานเท่านั้นเองไม่เกี่ยวกับพิธีกรรมแต่อย่างใด
ฆราวาสไปทำไมในงานปริวาสกรรม ? บางท่านก็ไปทำบุญให้ทานแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เข้าปริวาสกรรม บางท่านก็เข้าไปรักษาศีลนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม โดยจะเข้าไปพักอาศัยอยู่ที่วัดเลย ก็เหมือนกับการเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมปกติทั่วไป ซึ่งงานปริวาสกรรมนั้นทั่ว ๆ ไปจะจัดกัน ๑๐ วัน ๙ คืน ก็เลือกเอาว่าจะเข้าไปปฏิบัติธรรมได้กี่วัน ๗ วันบ้าง ๓ วันบ้าง ซึ่งต้องนุ่งขาวห่มขาวและต้องรักษาศีลอุโบสถ (ศีล ๘)
อาตมาอยากจะให้ผู้ถามหันมาสนใจการปฏิบัติธรรมในงานปริวาสกรรมมากกว่าที่จะไปสนใจพิธีกรรม การจัดปริวาสกรรมบางแห่งก็เข้มงวดในการกฏระเบียบ ต้องตื่นนอนตีสาม เพื่อมาปฏิบัติธรรม เป็นต้น การที่จะบริสุทธิ์ได้นั้นไม่ใช่ทำตามพิธีกรรมอย่างเดี่ยวแล้วจะบริสุทธิ์ การที่จะบริสุทธิ์ได้นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับปฏิบัติเพื่อขัดเกลาจิตใจให้เดินไปสู่ความบริสุทธิ์ หรือยกจิตใจตัวเองให้สูงขึ้น ซึ่งพิธีกรรมนั้นก็เป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้นเอง

ขอเจริญพร
จาก สัจจธรรมภิกขุ [17/10/2554 7:59:56 ]

ความคิดเห็นที่ 10
ขอกราบขอบพระคุณท่านผู้รู้ทุกท่านเป็นอย่างมาก และรู้สึกประทับใจในคำตอบที่ได้รับมาก ทำให้ผู้ถามได้รับความรู้เพิ่มขึ้นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งการถามนี้มีเจตนาให้ผู้ที่เข้ามาในกระทู้นี้ได้ศึกษาพระวินัยด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภิษุ เพราะกระแสปัจจุบันพระวินัยถูกละเมิดมากเป็นเหตุให้พุทธบริษัทเสื่อม อีกทั้งยังเป็นเหตุให้ผู้มิใช่พุทธบริษัทสบโอกาสทำลายพุทธศาสนา

ขอรบกวนท่านเพื่อถามต่อ...
1. 1 ราตรี นับช่วงเวลาอย่างไร
2. คุรุกาบัติ คือปราชิก4 และสังฆาทิเสส13นี้มีผลบรรลุนิพพานไม่ได้ มีโทษเท่าอนันตริยกรรม5 และอริยอุปวาท ผู้ถามเข้าใจเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ และอยากทราบเหตุผลประกอบ เพราะน่ากลัวมาก ผู้ถามตรึกว่า เช่น สิกขาบทที่6 ห้ามสร้างกุฎีด้วยการขอ เมื่ออาบัติไม่ตกหรือไม่ระงับ มีผลถึงห้ามนิพพานนั้น เป็นสิ่งทีควรแก่การอธิบายอย่างยิ่ง เป็นต้น
3.พระไม่ได้ศึกษาพระวินัย อุปัชฌาย์ไม่อบรม(มีจริงๆด้วย)มีเจตนากระทำ ต้อง
คุรุกาบัติไม่รู้ตัวเพราะเหตุไม่ทราบวินัยบัญญัติ ไม่มีผู้โจท ทำอย่างไร เป็นอย่างไร
4.พระต้องสังฆาทิเสส 3ข้อ ต่างวาระ ปกปิดไว้จนจำไม่ได้ ทำอย่างไร
5.พระต้องสังฆาทิเสส 3ข้อวาระเดียวไม่ปกปิด ทำอย่างไร
6.พระต้องสังฆาทิเสส 3ข้อ ต่างวาระ ปกปิด 10วัน ทำอย่างไร

คำถามเหล่านี้หาอ่านยังไม่พบและไม่รู้จะถามใคร ขอความกรุณาด้วยค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ
จาก คุณJJJ [17/10/2554 8:02:26 ]

ความคิดเห็นที่ 11
๑, รู้สึกอนุโมทนา ที่ท่านผู้เป็นเจ้าของกระทู้สนใจศึกษาในเรื่องวินัยของพระภิกษุสงฆ์ แน่นอนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ การที่อุบาสกอุบาสิกาบริษัททราบข้อวินัยของพระภิกษุย่อมมีผลดี เพราะย่อมจะรู้วิธีปฏิบัติต่อพระภิกษุสงฆ์อย่างถูกต้อง เพราะบางทีการไม่รู้ข้อวินัยของท่าน ก็อาจทำให้เราถวายอาบัติท่านโดยไม่รู้ตัว ด้วยความเกรงใจ ท่านก็ไม่รู้จะทำอย่างไรนอกจากทนอึดอัด และไปปลงอาบัติหรือแก้ไขเอาทีหลัง เช่น หากเป็นสุภาพสตรี ถ้ารู้วินัยของพระภิกษุข้อที่ว่า ห้ามภิกษุอยู่ในที่ลับหู ลับตา กับผู้หญิง สองต่อสอง เช่นนี้
ถ้าเราเป็นผู้หญิง เราก็จะไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปหาท่าน ในขณะที่ท่านอยู่ในกุฏิเพียงรูปเดียว แต่จะพาผู้ชายเข้าไปเป็นเพื่อน หรือรอให้ท่านมีภิกษุหรือสามเณรรูปอื่นอยู่ด้วยเสียก่อน รู้ว่าท่านรับเงินและทองไม่ได้โดยตรง ก็จะไม่กล้าถวายท่านโดยตรง รู้ว่าท่านมีวินัยห้ามเก็บอาหารไว้ฉันข้ามคืน ก็จะได้ไม่เอาผลไม้ไปถวายท่านตอนบ่าย แล้วบอกว่า นิมนต์ท่านเก็บไว้ฉันพรุ่งนี้ อาจจะมอบไว้กับศิษย์วัดหรือสามเณรไว้จัดถวายท่านแทน หรือ รู้ว่าขณะท่านกำลังฉันมีอาหารในปากอยู่ มีวินัยห้ามพูดในขณะนั้น เราก็จะได้ไม่ไปชวนท่านคุยในขณะที่ท่านกำลังฉันอยู่ ดังนี้เป็นต้น
นอกจากนี้ เราจะได้ทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านที่ไม่คุ้ยเคยกับเรื่องวินัยบัญญัติอาจจะเข้าใจไปว่า พระพุทธองค์คงจะทรงแสดงธรรมและโปรดเหล่าสาวกและอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายเท่านั้น หากท่านลองอ่านเปิดอ่านพระวินัยปิฎก จะเห็นว่าในระหว่างช่วงการประกาศพระศาสนาของพระองค์นั้น พระองค์ต้องทรงบัญญัติพระวินัย ในเมื่อมีเรื่องความประพฤติเสื่อมเสียของพระภิกษุหรือภิกษุณีบางรูป ต้องทรงวินิจฉัยข้อพระวินัยต่าง ๆ ที่ภิกษุหรือภิกษุณ๊ไปล่วงละเมิดเข้าแล้วสงสัยว่าจะเข้าข่ายความผิดตามสิกขาบทข้อใด แล้วก็ไม่ใช่เรื่องเดียว คราวเดียว แต่เป็นหลายเรื่อง หลายคราวดังนี้ ท่านทั้งหลายลองใช้สายตาอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ประเมินดูก็จะเห็นว่า เป็นเรื่องที่วุ่นวายและน่าเหน็ดเหนื่อยมากเพียงใด แต่อาศัยพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธองค์ พระองค์ทรงให้ความสำคัญต่อทุกเรื่องทุกกรณี มิได้ทรงเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญน้อยกว่าการแสดงธรรม เพราะทั้งพระธรรม และพระวินัย เป็นความหมายใจความสำคัญของคำว่าพระพุทธศาสนา
นอกจากนี้ การที่ทราบว่าสิกขาบทของพระภิกษุสงฆ์นั้นมีมาก ละเอียดละออครอบคลุมระเบียบปฏิบัติทางกายทางวาจารอบด้าน เราก็จะเห็นความยากของการรักษาศีลสิกขาบทของผู้ที่เป็นบรรพชิต ฉะนั้น ในเมื่อเราได้พบพระภิกษุที่ท่านมีศีลาจารวัตรงดงามน่าเลื่อมใส ก็จะทำให้เราเข้าใจว่า เพราะพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้นั่นเองที่เป็นเครื่องควบคุมยึดถือปฏิบัติของภิกษุรูปนั้น จึงทำให้กิริยาอาการวัตรปฏิปทาของท่านงดงามเป็นที่เจริญศรัทธาของเรา พร้อมกันนั้นจากการที่เรารู้วินัยของพระสงฆ์ ก็จะช่วยให้มีเครื่องพิสูจน์ยืนยันเป็นเบื้องต้นว่า พระภิกษุรูปใดที่รักษาวินัยรักษาวัตรปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ และรู้ว่าภิกษุรูปใดที่เราควรจะส่งเสริมเข้าใกล้ หรือรูปใดที่กำลังประพฤติผิดนอกรีตนอกรอยและไม่ควรเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนเข้าใกล้เข้าหา
ท่านทั้งหลายไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมถึงมีภิกษุประพฤติผิด ทำให้ศรัทธาของเราชอกช้ำมากมายอยู่ในปัจจุบัน เรื่องเหล่านี้เป็นเครื่องแสดงให้เราเห็นว่า พระวินัยมิใช่มีไว้สำหรับคนจิตใจหยาบช้า พระวินัยเป็นของสูงคนที่มีศรัทธาต่อพระศาสนาจริง ๆ ถึงจะระมัดระวังรักษาได้ คนที่ไม่อาจจะระวังรักษาพระวินัยได้ ก็จะล่วงละเมิดพระวินัยต่าง ๆ ให้เราได้เห็น พระวินัยเป็นเสมือนสิ่งที่จะขจัดคนที่ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในเพศสมณะให้ออกจากพระศาสนา เหมือนคลื่นทะเลที่คอยซัดซากศพให้เข้าสู่ฝั่ง คนที่ต้องอาบัติถึงขั้นปาราชิกนั้น แม้เขาจะปฏิญาณตนว่าเป็นภิกษุ เขาก็มิใช่ภิกษุ แม้เขาจะนั่งอยู่ในท่ามกลางสงฆ์ก็ชื่อว่าอยู่ห่างจากสงฆ์ อยากให้ทุกท่านประคองศรัทธาของตนเอาไว้อย่าได้หวั่นไหว เรื่องของความผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นได้เสมอสำหรับผู้ที่ยังเป็นปุถุชน เรื่องการล่วงละเมิดพระวินัยนั้นมีมาแล้วตั้งแต่อดีตครั้งพุทธกาล และเราก็เห็น ๆ กันอยู่ในปัจจุบัน และยังจะคงมีอีกต่อไปในอนาคต ไม่อยากให้เราท่านพลาดจากสิ่งประเสริฐในพระพุทธศาสนา ไม่อยากให้เราท่านจิตใจเศร้าหมอง เพียงเพราะความประพฤติเสื่อมเสียของนักบวชในพระศาสนาไม่กี่รูปที่เรานำมาเป็นเหตุผลในการทำตัวเหินห่างจากพระธรรม มันไม่คุ้มกันเลยแม้แต่น้อย
๒. ๑ ราตรี นับตั้งแต่เวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นในวันนี้ จนถึงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นในวันถัดไป
๓. ครุกาบัติ คือ ปาราชิก ๔ และ สังฆาทิเสส ๑๓ และ อริยุปวาทมีโทษเท่ากับ อนันตริยกรรม ในแง่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุมรรคผลเท่านั้น แต่ต่างจากอนันตริยกรรมในแง่ที่เป็นโทษที่สามารถแก้ไขได้ ไม่เหมือนกันกับอนันตริยกรรม ซึ่งแก้ไขไม่ได้เลย กล่าวคือ หากต้องอาบัติปาราชิก ก็ต้องแก้ไขโทษที่จะเป็นอุปสรรคด้วยการรีบลาสิกขา อย่าปฏิญาณตนเป็นพระภิกษุอีกต่อไป หากต้องอาบัติสังฆาทิเสส ก็ต้องแก้ไขตามวิธีที่พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติไว้ หากเผลอไปด่าว่า หรือใส่ร้ายพระอริยะเจ้าเข้า ก็ต้องรีบไปขอขมาให้ท่านอดโทษให้(ยกโทษให้) ดังนี้ โทษอันจะเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุมรรคผลก็จะหมดไป เมี่อปฏิบัติธรรมต่อไปก็สามารถบรรลุมรรคผลได้(หากได้บำเพ็ญกุศลและบารมีมาพอที่จะให้สามารถบรรลุมรรคผลได้ในปัจจุบันชาติ)
๔, พระวินัยบัญญัตินั้น ก็เช่นเดียวกันกับกฎหมายบ้านเมือง คือผู้ละเมิดจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ ไม่รู้แล้วล่วงละเมิดก็ต้องผิดอยู่ดี อันที่จริงเป็นหน้าที่ของภิกษุรูปนั้น เมื่อสมัครใจบวชเข้ามาแล้วต้องใฝ่ใจศึกษาสอบถาม โดยจิตสำนึกแล้ว ก็ต้องเข้าใจอยู่แล้วว่า ตนบวชเป็นพระแล้วต้องมีอาบัติที่ต้องระมัดระวังไม่ให้ไปต้องไปล่วงละเมิดเข้า จากนั้นก็ต้องศึกษาดูว่ามีอะไรบ้างเป็นข้อห้าม อะไรบ้างเป็นข้ออนุญาต เรื่องนี้เป็นเรื่องพื้น ๆ มาก เพราะแม้ผู้ที่ไม่เคยสนใจเรื่องวัดเรื่องพระศาสนาเลย ต่างรู้ดีว่าพระนั้นมีศีลต้องรักษามากกว่าฆราวาส และต้องระวังไม่ให้ต้องอาบัติ เพราะฉะนั้นไม่จำต้องกล่าวถึงผู้ที่ตั้งใจบวชเลย เรื่องอะไรควรไม่ควรเป็นสิ่งที่สามัญสำนึกของทุกคนมีอยู่แล้ว สำหรับอาบัติปาราชิก ๔ ข้อนั้น พระอุปัชฌาย์ท่านจะบอกในโบสถ์ตั้งแต่วันที่พระภิกษุรูปนั้น ๆ อุปสมบทแล้ว สำหรับอาบัติสังฆาทิเสส หากไปล่วงละเมิดเข้าแล้วไม่แก้ไขให้ถูกต้องตามวุฏฐานวิธี โทษก็คงต้องตกแก่ภิกษุรูปนั้นอย่างหลีกเลี่ยงและช่วยอะไรไม่ได้ จนกว่าท่านจะมารู้ทีหลังแล้วยอมเปิดเผยทีหลังและทำให้ถูกต้องตามวินัยกรรมว่าด้วยการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส
หากจะว่าไปแล้ว หากผู้ที่บวชเข้ามาในพระศาสนา หวังความพ้นทุกข์ หรือหวังความก้าวหน้าในทางธรรมปฏิบัติแล้ว ผู้นั้นจะระมัดระวังตัวมาก ครุกาบัติเป็นสิ่งที่ท่านต้องระมัดระวังรักษามิให้ไปล่วงละเมิดเข้าอย่างเด็ดขาด สิกขาบทส่วนนี้ท่านจะเฝ้ารักษาปานชีวิตหากต้องแล้วในส่วนที่แก้ไขได้ท่านต้องรีบแก้ไขทันที ไม่เก็บงำปกปิดไว้แน่นอน การเข้าใกล้ต่อความพ้นทุกข์เป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าสิ่งใด ๆ สำหรับท่าน
๔. พระต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๓ ข้อต่างวาระ ปกปิดไว้จนจำไม่ได้นั้น ท่านให้ขออยู่ปริวาส แบบ สุทธันตปริวาสอยู่ปริวาสไปนานเท่าที่ตนจะหายสงสัยหรือเห็นว่าบริสุทธิ์ แล้วจึงค่อยขอมานัตต์ ปริวาสที่จัดกันส่วนใหญ่ในปัจจุบัน คือ ปริวาสชนิดสุทธันตปริวาสนี้ นอกจากนี้ สุทธันตปริวาสยังแยกย่อยไปอีกเป็น ๒ อย่าง คือ จูฬสุทธันตปริวาส คืออยู่ปริวาสไปจนกว่าจะเห็นว่าบริสุทธิ์ แล้วจึงขอประพฤติมานัตต์ และมหาสุทธันตปริวาส คือนับวันที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส คราวแรกสุดมาจนถึงคราวที่ต้องอาบัติครั้ง หลังสุด นับช่วงเวลานี้เป็นเวลาอยู่ปริวาสเช่น บวชมา ๔ปี จำได้ว่าตั้งแต่บวชมาจนถึงที่ ๒ ไม่เคยต้องอาบัติสังฆาทิเสสเลยแต่ช่วงปีที่ ๓ จำได้ว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสสอยู่หลายตัว และหลายคราว แต่จำไม่ได้แน่นอนว่า เมื่อใด ในช่วงปีที่ ๓ นี้ และจำได้แต่เพียงว่าต้องครั้งหลังสุดเมื่อท้ายปีที่ ๓ ดังนี้ก็ให้อยู่ปริวาส ๑ ปี แล้วจึงขอประพฤติมานัตต์



๕. พระต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๓ ข้อวาระเดียวไม่ปกปิด ก็ให้ขอมานัตต์ได้เลย เป็นแต่คำขอมานัตต์ และคำบอกมานัตต์ จะมีระบุถึงชื่อข้ออาบัติที่ตนละเมิดเข้าทั้ง ๓ ข้อ พอประพฤติมานัตต์ครบ ๖ ราตรีแล้ว จึงขออัพภานต่อไป
๖.พระต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๓ ข้อ ต่างวาระ ปกปิดไว้ ๑๐ วัน ท่านให้ประมวลอาบัติและราตรีเข้าด้วยกันซึ่งเรียกว่า สโมธานปริวาส ซึ่งในกรณีนี้เป็นอาบัติมากกว่าหนึ่ง แต่ปิดไว้นานเท่ากัน คือ ๑๐ วัน เป็นสโมธานปริวาสชนิด โอธานสโมธาน ประมวลเข้าด้วยกันอยู่ปริวาส ๑๐ วัน จึงขอมานัตต์ ประพฤติมานัตต์ครบ ๖ ราตรีแล้ว จึงขออัพภานต่อไป
การตอบนี้เป็นการตอบตามความเข้าใจตามที่ได้ศึกษามาบ้าง ไม่กล้ารับรองความถูกต้อง หากท่านใดมีความเข้าใจที่ต่างไปจากนี้ ได้โปรดแสดงชี้แจงเพิ่มเติมด้วย แม้แต่ท่านเจ้าของกระทู้เอง เข้าใจว่า ท่านมีความแตกฉานในพระวินัยพอสมควร ความเข้าใจที่ท่านมีอาจจะถูกต้องแล้ว เป็นแต่อาจจะยังไม่แน่ใจ เพราะไม่เคยเห็นระเบียบวิธีจริง ๆ หากท่านเจ้าของกระทู้ตั้งกระทู้เพราะหวังจะให้ผู้ที่เข้ามา ในกระทู้นี้ได้ศึกษาพระวินัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภิกษุ ในส่วนของพระภิกษุคาดว่าคงจะได้ผลน้อย เพราะคงไม่ค่อยมีพระภิกษุท่านเข้ามาในกระทู้นี้เท่าใดนัก และการที่ท่านจะศึกษาพระวินัยหรือไม่นั้น ก็คงไม่ใช่เพราะท่านเข้ามาในกระทู้นี้
จาก ภิกษุโง่ [17/10/2554 8:03:50 ]

ความคิดเห็นที่ 12
ไม่กล้าจะเรียกว่าเกี่ยวข้องกับ หลวงพ่อชา ท่านอยู่สูงเหลือเกินในความรู้สึก ท่านคือครูบาอาจารย์เป็นกัลยาณมิตรในทางจิตวิญญาณ สิ่งที่น่าเสียดายทีสุดอย่างหนึ่งในชีวิตก็คือ การได้เกิดมาเป็นคนร่วมอำเภอเดียวกันกับท่าน หมู่บ้านที่ได้ถือกำเนิดอยู่ห่างจากวัดหนองป่าโพงไม่กี่กิโลเมตร แต่พอโตขึ้นพอจะรู้เดียงสาใส่ใจในธรรมะขึ้นมาบ้าง ก็พบว่าท่านอาพาธไม่อาจสอนโดยวาจาได้อีกต่อไปแล้ว หนักยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ไม่เคยแม้แต่จะได้มีโอกาสได้ไปกราบท่าน ในขณะที่ท่านยังดำรงขันธ์อยู่ โอกาสที่ดีที่สุดที่ได้เข้าหาท่านก็คือ การไปกราบท่านในคราวที่ท่านได้ละสังขารไปแล้ว
เป็นบุญอยู่บ้างที่ได้มีโอกาสรู้จักกับเจ้าอาวาสที่เป็นลูกศิษย์โดยตรงของท่านอยู่รูปหนึ่ง ผู้มีศีลาจารวัตรน่าเลื่อมใส มีธรรมปฏิสันถารเป็นที่ซาบซึ้งกินใจ เมื่อมีโอกาสก็จะไปกราบและขอโอวาทธรรมจากท่าน ทำให้รู้สึกดีใจ ชื้นใจขึ้นมาหน่อยหนึ่งว่า บุญไม่ถึงพ่อ ก็ได้รู้จักกับลูกซึ่งได้รับมรดกธรรมจากท่านมา ก็ยังถือว่าไม่เสียโอกาสเสียทีเดียว
การเข้ามาในลานธรรมแห่งนี้ นับเป็นโอกาสที่ดีของตนเอง รู้สึกปลาบปลื้มแช่มชื่นใจที่ได้เห็นกลุ่มสาธุชนผู้ที่นับถือพระศาสนาอย่างถูกหลักถูกทางใช้ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ด้วยการศึกษาจากพระไตรปิฎกและครูบาอาจารย์ผู้ทรงธรรม แล้วน้อมนำมาปฏิบัติตาม เข้ามาเมื่อไรเป็นได้ บุญ จากการอนุโมทนา เป็นกำไรทุกที
ด้วยภาพลักษณ์ส่วนตน จึงมีความอึกอักอยู่บ้างเล็กน้อยในการเปิดเผยหรือออกความเห็น อีกทั้งยังไม่ใคร่แน่ใจในท่าทีของท่านทั้งหลาย ณ ที่นี้ ว่าจะมีทัศนคติเช่นไรในการเข้ามามีส่วนร่วมในลักษณะเช่นนี้ของตนเอง จะว่าไปแล้ว หากมีท่านหนึ่งท่านใดกล่าวเตือนขึ้นมาว่า "ไม่ใช่กิจ" หรือ "ธุระไม่ใช่" ก็มิใช่คำกล่าวที่ผิดแต่อย่างใดเลย อย่างใดก็ตาม ไม่อยากให้มองมาด้วยความคิดที่ว่า เราอยู่คนกันคนละโลก เราท่านก็คือผู้ที่เปรียบเสมือนเป็นพี่น้องกัน ผู้กำลังทำหน้าที่ส่วนตน คือการทำความดับทุกข์ การทำหน้าที่ในส่วนนี้ของแต่ละท่าน จะมากหรือน้อย จะเร็วหรือช้า ก็ย่อมแล้วแต่เหตุปัจจัยที่แต่ละท่านได้บำเพ็ญมา หรือการที่แต่ละท่านจะทำหน้าที่นี้ในขณะที่อยู่ในเพศภาวะใด ก็ย่อมแล้วแต่ความโน้มเอียงแห่งการสั่งสมมาแต่อดีตชาติ ประสบการณ์ในทางธรรมปฏิบัติ และข้อมูลที่ถูกต้อง ที่กัลยาณมิตร ช่วยชี้แนะแก้ไขและให้กำลังใจ เปรียบเสมือนสิ่งที่ช่วยให้การเดินทางไปสู่ความพ้นทุกข์ไม่เนิ่นช้าหรือเกิดการหลงทางขึ้นมา กัลยาณมิตรบางท่านอาจจะรุ่มรวยในทางทฤษฎี แต่ขาดประสบการณ์ในการปฏิบัติ ท่านที่รุ่มรวยมีประสบการณ์ในการปฏิบัติก็จะได้มีโอกาสเผยแผ่ประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ให้แก่กัลยามิตรท่านอื่น ๆ บางท่านที่ยังลังเลอึกอักในการที่จะลงมือปฏิบัติ เมื่อได้เห็นตัวอย่างของผู้ที่ดำเนินไปตามทางสายนี้ ก็จะเกิดกำลังใจในการที่จะดำเนินตาม หากพยายามมองให้เห็นกันว่าสังขารชีวิตนี้เป็นทุกข์เพียงใดแล้ว เราก็จะพยายามดำเนินตามปฏิปทาที่จะนำออกจากทุกข์ได้มากเพียงนั้น ซึ่งตรงนี้แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละท่านอีกเช่นกัน ที่จะทำให้มองเห็นความทุกข์ของสังขารว่ามีมากเพียงใด และจะดำเนินความพยายามได้มากเพียงใด นอกจากนี้พระบรมศาสดายังได้ทรงมอบธรรมจักรคือพระศาสนาให้เราทุก ๆ ฝ่ายร่วมกันหมุนไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและเพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก ขอเป็นกำลังใจ ขอเอาใจช่วยเพื่อนกัลยาณมิตรทุก ๆ ท่านที่กำลังดำเนินปฏิปทาไปสู่ความดับทุกข์ ขออนุโมทนาในธรรมปฏิบัติของทุก ๆ ท่านอีกครั้งหนึ่ง สาธุ (ขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ไม่ถนัดในการเขียนหนังสือเลย)
จาก ภิกษุโง่ [17/10/2554 8:05:04 ]

ความคิดเห็นที่ 13
เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธองค์จริงๆ ที่ยังเปิดประตูสวรรค์ ประตูพระนิพพาน ให้กับโมฆะบุรุษที่ต้องอาบัติปราชิกไปแล้ว แล้วให้ลาสิกขาออกไปเสีย ให้ปฏิบัติธรรมตามแบบชีวิตฆราวาส และกับพระที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว ให้อยู่ปริวาสแล้วกลับเข้ามาเป็นพระปรกติ
ข้อคิด...เรื่อง ปริวาสกรรมนี้ น่าจะเป็นเรื่อง หนามยอก ต้องเอาหนามบ่ง ตัดอุปาทานด้วยอุปาทาน คือทิ้งความคิดที่กระทำผิด ด้วยความคิดที่เริ่มต้นปฏิบัติใหม่

เรียนถาม(นมัสการถาม) พระภิกษุ.... ครับว่า ระเบียบพิธีปริวาสกรรมนี้ เป็นวินัยกรรม รุ่นพระปาติโมกข์ หรือรุ่นฏีกาครับ
ถ้าเป็นรุ่นฏีกาจะเป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ในสมัยก่อน ที่แต่ละสำนักชิงดีชิงเด่นอวดความเคร่งวินัย เหมือนพระที่เมืองโกสัมพี จนลืมเรื่องพัฒนาจิตที่แท้จริงไป หรือเปล่า?

จริงอยู่ครับวินัยนี้เป็นเรื่องดีของหมู่คณะ และทำให้พระที่ปฏิบัติมีกำลังใจในการปฏิบัติและหมู่สงฆ์มีระเบียบ แต่เป็นไปได้หรือเปล่าครับว่า ถ้าพระกังวลหลงติดกับพระวินัยมากเกินไป วินัยจะกลายเป็นตัวอุปาทานเสียเอง ทำการปฏิบัตล่าช้าหรือติดขัด
จาก Blue Jean [17/10/2554 8:06:30 ]

ความคิดเห็นที่ 14
ขอกราบขอบพระคุณท่านผู้รู้ทุกท่านที่ได้กรุณาสละเวลาตอบคำถาม ข้อสงสัย ซึ่งก็เรียนไว้แต่แรกแล้วว่าผู้ถามเชื่อมั่นว่าข้อสงสัยนี้จะต้องมีผู้ให้ความกระจ่างได้ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง และถือโอกาสเรียนท่านทราบอีกเช่นเดียวกันว่าไม่ได้ถามเพื่อทำ
วิทยานิพนธ์แต่อย่างใด แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็ต้องอ้างอิงไว้แน่นอนเพราะเป็นจรรยาบรรณของนักวิจัย ก็เรียนสั้นๆว่าเพราะไม่รู้และปรารถนาให้ผู้อื่นรู้ด้วยเนื่องจากกระทู้ของผู้ถาม เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน และคงจะรบกวนถามท่านทั้งหลายเกี่ยวกับกระทู้เพียงเท่านี้ ส่วนผู้ที่ยังสงสัยในประเด็นที่เกี่ยวของอยู่ก็น่าจะรันต่อไปได้ " ความรู้ไม่มีการผูกขาดเหมือนสินค้ากับนายทุน "

ขอกราบขอบพระคุณอีกครั้ง
สวัสดีค่ะ
จาก คุณJJJ [17/10/2554 8:07:11 ]

ความคิดเห็นที่ 15
ปริวาสกรรม เป็น พุทธบัญญัติ เป็นพระบรมพุทธานุญาต เมื่อพระองค์ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสสิกขาบทแล้ว ทรงบัญญัติวุฏฐานวิธี คือปริวาสกรรม อันเป็นวิธีออกจากอาบัติไว้ด้วย เรื่องปริวาสกรรมนี้เป็นหัวข้อใหญ่ หัวข้อหนึ่งในพระวินัยปิฏกเล่มที่ ๖ จุลลวรรค ปริวาสิกขันธกะ และสมุจจยขันธกะ
-สำหรับในส่วนในกรณีที่มี การรักษาวินัยจนเป็นการอวดเคร่งกันนั้น ก็คงเป็นกิเลสส่วนตัวของผู้ที่ถือวินัยแล้วอวดเคร่ง โดยที่ไม่เข้าใจถึงพระประสงค์ในการบัญญัติพระวินัยของพระพุทธเจ้า
พระวินัยมิใช่ที่สุดของเป็นพรหมจรรย์ แต่เป็น อาทิพรหมจรรย์ (เบื้องต้นของพรหมจรรย์) ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่ระบุให้ผู้รักษาพระวินัยสำเหนียกอยู่ในตัวอยู่แล้ว ความกังวลในพระวินัยนั้นอาจจะเกิดขี้นได้สำหรับผู้ปฏิบัติ ที่ไม่เข้าใจถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของพระวินัย หากเป็นเช่นนั้น พระวินัยก็จะกลายเป็นอุปสรรคไป มิใช่อุปการะ เป็นการยึดมั่นในข้อวัตรหรือสีลัพพตปรามาส อันเป็นการเข้าใจจุดมุ่งหมายในการรักษาพระวินัยอย่างไม่ถูกต้อง
พระวินัย เป็นปาฏิโมกขสังวรศีล ที่เป็นส่วนเกื้อกูลแก่การประพฤติปฏิบัติธรรม พระวินัยช่วยให้ผู้ปฏิบัติระมัดระวังสำรวมกายวาจา เมื่อกายวาจาเป็นปกติ ไม่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียนตนและผู้อื่นแล้ว ความเดือดร้อนใจก็จะไม่เกิดขึ้น เมื่อไม่เกิดความเดือดร้อนใจ ก็เกิดความสบายใจ (ความปราโมทย์) จิตที่ปราโมทย์อันเกิดแต่การสำรวมกายวาจาตามพระวินัยเช่นนี้ เป็นพื้นฐานอันสำคัญต่อความก้าวหน้าในธรรมปฏิบัติของภิกษุรูปนั้น ๆ
การที่มีวุฏฐานวิธีเพื่อที่จะแก้ไขผู้ประพฤติผิดไม่มีโทษในทางธรรมปฏิบัตินั้น นอกจากเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธองค์แล้ว ยังแสดงให้เห็นว่า พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยโดยไม่ฝืนหลักสัจจะธรรม นั่นคือความจริงในเรื่องของผลแห่งกุศลและอกุศล ซึ่งเป็นคนละส่วนกันให้ผลแตกต่างกัน การพ้นจากโทษตามพระบัญญัติ ก็ไม่ใช่ว่าจะพ้นจากโทษที่เป็นวิบากกรรม การที่ภิกษุรูปหนึ่งรูปใดต้องอาบัติปาราชิกแล้วลาสิกขาไปนั้นเป็นการทำให้ถูกต้องตามพระบัญญัติ เพื่อจะมีหวังในการเจริญในธรรมต่อไปได้หากมีกุศลบารมีเดิมอยู่ อีกทั้งการที่ยังปฏิญาณตนเป็นภิกษุทั้ง ๆ ที่ตนหมดความเป็นภิกษุแล้วนั้น ย่อมเป็นการเพิ่มบาปอกุศลขึ้นมาในตนอีก
ตรงนี้ก็แสดงให้เห็นว่า พระพุทธองค์มิได้ปฏิเสธศักยะภาพของบุคคลนั้น มิอาจห้ามกุศลอันผู้นั้นได้เคยสั่งสมอบรมมาแล้ว ทั้งพระพุทธองค์เองจะเป็นผู้อนุญาตให้ผู้นั้นขึ้นสวรรค์ หรือบรรลุนิพพานก็หาไม่ เป็นเพราะกุศลบารมีของผู้นั้นเต็มเปี่ยมจริง ๆ ถึงจะเป็นไปเพื่อสวรรค์ หรือนิพพานได้ ขณะเดียวกันโทษในทางวิบากกรรมนั้นก็หาได้หมดไปไม่ อย่าเข้าใจไปว่าหากต้องอาบัติปาราชิกแล้ว ลาสิกขาไปเสียก็ไม่ต้องรับกรรมของอกุศลนั้น
พระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้แล้วนั้น มีความเหมาะสมลงตัว เอื้อต่อการประพฤติปฏิบัติและดำเนินตาม เพื่อความก้าวหน้าในธรรมปฏิบัติเป็นอย่างดี ธรรมดาการรักษาพระวินัย จนกลายเป็นภาระหนักนั้น จะไม่เกิดแก่ผู้ที่รักษาพระวินัยเพื่อความก้าวหน้าในทางธรรมปฏิบัติ ซึ่งไม่ใช่เพื่อการรักษาพระวินัยเพื่ออวดเคร่ง ไม่ใช่เพื่อจับผิดผู้อื่น หรือไม่ใช่รักษาพระวินัยที่เข้าข่ายสีลัพพตปรามาส คือเข้าใจว่าตนต้องรักษาให้ได้อย่างหมดจดทุกข้อ จนกลายเป็นการระวังตัวแจเกินเหตุ ขาดความเป็นกลางไป เลยกลายเป็นอัตตกิลมถานุโยค คือทำตนให้ลำบากเดือดร้อน โดยลืมนึกถึงความจริงข้อที่ว่า
ตนจะรักษาวินัยได้บริสุทธิ์หมดจดจริง ๆ ได้นั้น ก็ต่อเมื่อหมดกิเลสที่จะเป็นเหตุให้ล่วงละเมิดพระวินัยเสียก่อน มิใช่จะบริสุทธิ์ได้ด้วยการมายึดถือข้อวินัย จนไม่ยอมมองถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของพระวินัย ซึ่งเป็นไปเพื่อการสำรวมระวังกายวาจา อันเป็นบาทฐานเบื้องต้นเพื่อความก้าวหน้าในทางธรรมปฏิบัติเบื้องหน้า ซึ่งเป็นหนทางดับกิเลสที่เป็นเชื้อให้เกิดความล่วงละเมิดวินัยทางกายและวาจาอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น หากเกิดความกังวลในการรักษาพระวินัยแต่อย่างเดียว ย่อมแสดงว่าผู้นั้นรักษาพระวินัยอย่างผิดจุดมุ่งหมาย

ภิกษุปุถุชนมีโอกาสล่วงละเมิดพระวินัยได้เสมอ พอ ๆ กับที่ฆราวาสปุถุชนมีโอกาสผิดศีล ๕ ตราบใดที่ยังมีกิเลสเป็นเหตุให้ทำความผิดอยู่ เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยหิริโอตตัปปะมีสติเป็นสิ่งยับยั้งเตือนใจเป็นอย่างมาก พระอริยะเจ้าเท่านั้นที่ศีลของท่านกลายเป็นปกติศีล คือไม่ต้องระวังก็ไม่มีโอกาสละเมิด เพราะเหตุว่ากิเลสอันเป็นเหตุให้ละเมิดศีลได้หมดไปจากใจท่านแล้ว
จาก ภิกษุโง่ [17/10/2554 8:08:10 ]

ความคิดเห็นที่ 16
กราบนมัสการพระคุณเจ้า “ภิกษุโง่” และ “สัจจธรรมภิกขุ”
นิมนต์ท่านเข้ามาใน ลานธรรมนี้ และ แลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกับ
ญาติโยมทั้งหลายอีกครับ โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่าจะผิดแปลกอย่างใด
เป็นไปได้ไหมครับ ที่จะอนุโลม ข้อปฏิบัติที่ว่า ให้ภิกษุเกินกว่าพรรษา 5 เข้ามา
แสดงธรรม หรือ แลกเปลี่ยนธรรมะได้ เปรียบกับที่ภายนอก ที่ท่านจะสามารถ
ออกไปจาริกไกลหูไกลตาพระอุปัชฌาย์ ได้น่ะครับ

ที่ค. BJ ยกขึ้นมาก็น่าคิดนะครับ
เพราะผมก็สงสัยอยู่เหมือนกัน
คือเชื่อมั่นอยู่แล้ว ว่าพระวินัยเป็นสิ่งที่สำคัญครึ่งหนึ่งของพระพุทธศาสนา
ดังที่ท่านเรียกพระศาสนาของท่านว่า ธรรมวินัย
เพราะพระวินัยเปรียบเหมือนโครงสร้างที่รองรับ และ สืบทอดตัว
พระธรรมให้ตกทอดมาถึงเราได้
แต่ตัววินัย ก็เป็นสมมติบัญญัติ ยังสงสัยอยู่ว่า
การทำผิดสมมติบัญญัติ จะมีผลถึงสัจจธรรม เช่นห้ามมรรคผลนิพพาน
ในคนได้อย่างไรครับ
จาก บูชา bujadham@hotmail.com [17/10/2554 8:10:01 ]

ความคิดเห็นที่ 17
คุณบูชาธรรม
-ไม่ใคร่แน่ใจว่าที่คุณบูชาทิ้งท้ายไว้นั้น เป็นคำถามถึงผู้เขียน หรือ เป็นเพียงข้อสังเกต แต่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับความคิดเห็นที่ผู้เขียนได้ตอบท่านผู้เป็นเจ้าของกระทู้นี้ จึงขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติม
คุณบูชา ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ตัววินัยก็เป็นสมมติบัญญัติ การทำผิดสมมติบัญญัติจะมีผลถึงสัจจธรรม เช่นห้ามมรรคผลนิพพานในคน ได้อย่างไร “ นั้น
ก่อนอื่นขออภิวาทน้อมนำพระพุทธพจน์จาก พระวินัยปิฏกเล่มที่ ๘ ปริวาร ข้อที่ ๑๐๘๔ มาพิมพ์ไว้เพื่อความเข้าใจเพิ่มเติมและประกอบคำอธิบาย ดังนี้
“ วินัยเพื่อประโยชน์แก่ความสำรวม ความสำรวมเพื่อประโยชน์แก่ความไม่เดือดร้อน ความไม่เดือดร้อนเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์ ความปราโมทย์เพื่อประโยชน์แก่ความปีติ ความปีติเพื่อประโยชน์แก่ปัสสัทธิ ปัสสัทธิเพื่อประโยชน์แก่ความสุข ความสุขเพื่อประโยชน์แก่สมาธิ สมาธิเพื่อประโยชน์แก่ความรู้เห็นตามเป็นจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ) ความรู้เห็นตามเป็นจริงเพื่อประโยชน์แก่ความเบื่อหน่าย ความเบื่อหน่ายเพื่อประโยชน์แก่ความสำรอก (วิราคะ) ความสำรอกเพื่อประโยชน์แก่วิมุตติ วิมุตติเพื่อประโยชน์แก่วิมุตติญาณทัสสนะ วิมุตติญาณทัสสะเพื่อประโยชน์แก่ความดับสนิทหาปัจจัยมิได้ (อนุปาทาปรินิพพาน) การกล่าววินัย มีอนุปาทาปรินิพพานนั้นเป็นประโยชน์ การปรึกษาวินัยมีอนุปาทาปรินิพพานนั้นเป็นประโยชน์ เหตุมีอนุปาทาปรินิพพานนั้นเป็นประโยชน์ ความเงี่ยโสตสดับมีอนุปาทาปรินิพพานนั้นเป็นประโยชน์ คือ ความพ้นวิเศษแห่งจิต เพราะไม่ยึดมั่น “
จากพระพุทธพจน์นี้ ชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องเป็นเหตุผลสัมพันธ์ของพระวินัยในระบบการปฏิบัติจนถึงขั้นดับทุกข์ จากหลักฐานตรงนี้แสดงถึงบทบาทของพระวินัยต่อภาคปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นอย่างมีนัยะสำคัญ พระวินัยที่คุณบูชา ถือว่าเป็นสมมติบัญญัติ กลับเป็นก้าวแรกแห่งการดำเนินไปสู่ปรมัตถ์
สมมติบัญญัติ โดยสภาวะของมันเองนั้น มิใช่เป็นสภาพที่เป็นโทษ หากเป็นภาวะที่ได้รับการสมมติขึ้นเพื่อความเข้าใจร่วมกัน เพื่อการสื่อสารเป็นกติกาที่ตกลงรับรู้ร่วมกัน หากจะเกิดเป็นโทษขึ้นมานั้น ก็เนื่องจาก มีตัวอัตตาเข้าไปยึดถือด้วยอำนาจอุปาทาน สมมติบัญญัตินั้น ในทางพระพุทธศาสนายอมรับในความมีอยู่จริงแต่ในระดับที่เป็น “สมมติสัจจะ” ไม่ใช่ เป็นปรมัตถสัจจะ และแม้ปรมัตถ์สัจจะนั้น หากขาดเสียซึ่งบัญญัติแล้ว ปัญญาในเบื้องต้นของผู้ศึกษาพระธรรมก็มิอาจจะทราบถึงความที่มีอยู่ของปรมัตถ์ได้ ดังนั้น จึงมี “ปรมัตถบัญญัติ “ เข้ามาเป็นเครื่องแสดง
ประการสำคัญที่สุด การเข้าไปเกี่ยวข้องกับสมมติบัญญัติของเราโดยทางหนึ่งทางใดนั้น ไม่ได้ปราศจากผลโดยสิ้นเชิง หรืออีกนัยหนึ่ง สมมติบัญญัติ มิได้ไร้ความหมายในทางปฏิบัติ แต่ทว่าเกิดผลเป็นบุญเป็นบาป เป็นกุศลเป็นอกุศล ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ให้ผลจริง ไม่ได้เป็นเรื่องสมมติในลักษณะเหมือนที่เราอาจจะเข้าใจกันไป ความเข้าใจที่อาจคลาดเคลื่อนตรงนี้เอง จึงทำให้บางคนอาจคิดไปว่า มนุษย์ก็เป็นเพียงสิ่งสมมติ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ก็เป็นเพียงสิ่งสมมติ เพราะเป็นเพียงสิ่งสมมติที่เกิดจากการประชุมกันของธาตุและขันธ์เท่านั้น พระคุณของครูบาอาจารย์จะมีได้อย่างไร กตัญญูต่อบิดามารดาแล้ว จะมีผลได้อย่างไร ตรงนี้เลยพลอยทำให้อาจถลำไปสู่มิจฉาทิฏฐิ กลายเป็นเชื่อว่า บาปไม่มีบุญไม่มีไปก็ได้ ความจริงมีอยู่ว่า เราไม่อาจก้าวข้ามไปสู่ปรมัตถสภาวะได้โดยทันที โดยไม่เข้าใจถึงความเกี่ยวเนื่องกันอย่างถูกต้องในเรื่องของ ปรมัตถ์ และสมมติ
พระวินัยก็เช่นกัน โดยรูปแบบและภาษาที่ใช้สื่อ อาจมองได้ว่าเป็นสมมติบัญญัติ แต่พระวินัยก็มิใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้นมาโดยปราศจากสัจจะรองรับ พระวินัยเกิดผลในทางเกื้อกูลต่อการปฏิบัติเพื่อการบรรลุธรรม ก็เพราะพระวินัยให้ผลเป็นกุศลอันนำมาซึ่งองค์ธรรมเพื่อความก้าวหน้าในทางธรรมปฏิบัติอื่น ๆ ในทางตรงกันข้าม เมื่อปฏิบัติผิดต่อพระวินัย ผลคืออกุศลซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในทางธรรมปฏิบัติก็ย่อมเกิดขึ้นเช่นกัน
พระวินัยเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุมรรคผลของภิกษุผู้ประพฤติผิด ก็ต่อเมื่อภิกษุรูปนั้นประพฤติผิดล่วงละเมิดพระวินัยไปแล้วไม่แก้ไขให้ถูกต้องตามวินัยกรรมคือวุฏฐานวิธี(การอยู่ปริวาส) และเทศนาวิธี (การปลงอาบัติ) หรือต้องอาบัติถึงขั้นเป็นอันติมวัตถุ(ปาราชิก) แล้วยังขืนปฏิญญาตนเป็นภิกษุอยู่ต่อไป สำหรับภิกษุผู้ประพฤติผิดแล้วปกปิดอาบัติไว้ แสดงให้เห็นถึงการเกิดขึ้นแห่งอกุศล ๒ ขณะคือ ขณะที่มีเจตนาละเมิดพระวินัยซึ่งเป็นพุทธบัญญัติ ๑ ขณะมีเจตนาปกปิดความผิดของตนเอาไว้ ๑
ผู้เขียนขอทิ้งท้ายความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งไม่กล้ารับรองความถูกต้องไว้ว่า พระวินัยเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินกว่าที่ปัญญาของผู้เขียนจะประจักษ์แจ้งถึงขนาดมองทะลุถึง กระบวนการของอกุศลคือการล่วงละเมิดพระวินัยของภิกษุแล้วไม่แก้ไขให้ถูกต้องนั้นว่า เข้าไปทำงานกั้นกระแสแห่งการที่จะบรรลุธรรมได้อย่างไร จากเหตุผลส่วนตัวของผู้เขียน เข้าใจว่า ขันธ์ซึ่งจะเป็นที่รองรับอริยะธรรมนั้น ต้องมีความบริสุทธิ์ในแง่นี้ด้วย จริงอยู่ ความพรั่งพร้อมแห่งโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ คือองค์ธรรมเครื่องตรัสรู้ แต่กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ เจ้าของขันธ์ซึ่งจะเป็นที่รองรับอริยะธรรมนั้นต้องเป็นผู้มีวินัยซึ่งเป็นเบื้องต้นแห่งมรรคพรหมจรรย์ที่หมดจดแล้วตามแนวทางแห่งพุทธบัญญัติ นั่นคืออาศัยหิริโอตตัปปะและสติเป็นเครื่องคุ้มครองตน และเป็นผู้มีปกติเห็นโทษแม้ในโทษของอาบัติเพียงเล็กน้อย (อณุมัตเตสุ วัชเชสุ ภยทัสสาวี) จนทำให้เป็นผู้ที่ไม่เคยล่วงละเมิดอาบัติ หรือหากท่านเคยล่วงอาบัติท่านจะต้องกระทำให้ถูกต้องตามวินัยกรรม,ออกจะเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุผล ที่หากท่านผู้เป็นเจ้าของขันธ์ซึ่งจะเป็นที่รองรับอริยะธรรมนั้น ไม่เป็นผู้เอื้อเฟื้อในพระวินัยที่พระศาสดาซึ่งท่านเคารพสูงสุดได้บัญญัติไว้ หรือเป็นผู้มีอาบัติที่ล่วงละเมิดแล้วปกปิดไว้
จาก ภิกษุโง่ [17/10/2554 8:11:18 ]

ความคิดเห็นที่ 18
ก่อนอื่นต้องกราบขออภัย เพราะคิคว่าจะไม่รบกวนถามต่อ อย่างไรก็ดีคำถามที่จะถามต่อนี้น่าจะเป็นคนละประเด็นกับเรื่องปริวาสกรรม แต่น่าจะเป็นเรื่องของพระวินัยโดยรวมมากกว่า
1.ข้อสรุปของท่าน...ในความเห็นที่25 หมายความว่า กิเลสเป็นเหตุ ทุจริตกาย วาจา เป็นผล? พระอรหันต์เป็นผู้มีศีล คือเป็นผู้มีปรกติกาย วาจา? ปุถุชนเท่านั้นมีโอกาสละเมิดพระวินัยได้เสมอ?
2.ในทางกลับกันเราจะอธิบายได้หรือไม่ว่า วินัยเป็นเหตุ สุจริตกาย วาจาเป็นผลซึ่งเป็นฐานสำหรับการไปสู่ความเป็นปรกติของพระอรหันต์
กราบขอบพระคุณค่ะ
จาก คุณJJJ [17/10/2554 8:12:38 ]

ความคิดเห็นที่ 19
คุณ jjj
ต้องขออภัย คุณ jjj ด้วยที่ตอบช้าไป พยายามทำความเข้าใจในประเด็นปัญหาอยู่นาน ไม่แน่ใจว่าประเด็นปัญหาจริง ๆ อยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้น จึงไม่แน่ใจอีกเช่นว่า คำตอบจะตรงกับที่คุณ jjj ต้องการหรือเปล่า ผิดถูกอย่างไรคงต้องขออภัยไว้ล่วงหน้าด้วย
๑.ถ้าว่าถึงกิเลสแล้วย่อมเป็นเหตุให้บุคคลประพฤติทุจริตทั้งทางกาย ทางวาจา และแม้แต่ทางใจ พระอรหันต์ท่านเป็นผู้ปกติทั้งทางกาย วาจา ใจ เพราะท่านหมดจดจากกิเลสที่จะทำให้ท่านประพฤติทุจริตโดยสิ้นเชิงแล้ว ภิกษุปุถุชนนั้นหากอาศัยหิริโอตตัปปะมีสติสำรวมระวัง และการข่มใจ ก็ไม่สามารถที่จะล่วงละเมิดพระวินัยได้เช่นกัน ที่กล่าวว่า “มีโอกาส” นั้น ก็เนื่องจากว่าท่านยังมีกิเลสที่เป็นเชื้อซึ่งอาจกำเริบขึ้นมาจนเป็นเหตุให้ประพฤติละเมิดพระวินัยขึ้นมาก็ได้ เมื่อมีเหตุปัจจัยประจวบเหมาะ เมื่อกล่าวถึงวินัยนั้น ท่านมุ่งถึง การฝึกหัด กาย วาจา และการห้ามประพฤติล่วงละเมิดทางกายและวาจาเป็นหลัก (วินัย โดยรูปศัพท์ หมายถึง การฝึก)
๒.พระอรหันต์นั้นท่านไม่ต้องอาศัยพระวินัยเป็นเครื่องควบคุมกาย วาจา ของท่านอีกต่อไป ท่านมีกาย วาจา ใจ ที่สะอาด สว่าง สงบ จากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง กิเลสที่ท่านเคยมีอยู่แต่ก่อน ถูกอรหัตตมรรคประหารโดยสิ้นเชิงไม่มีโอกาสกลับกำเริบขึ้นมาได้อีก เหมือนหญ้าวัชพืชที่ถูกถอนรากถอนโคนแล้ว ไม่ต้องไปมัวพะวงระวังก็ไม่มีโอกาสงอกขึ้นมาได้อีก แต่อาจกล่าวได้ว่า แต่แรกเริ่มที่ท่านจะดำเนินปฏิปทาเพื่อความดับทุกข์นั้น ท่านอาศัยพระวินัยเป็นเบื้องต้นแห่งมรรคพรหมจรรย์ ฉะนั้น ข้อนี้จึงควรแยกกล่าวเป็น ๒ นัย แต่อย่างไรก็ตามปรากฏว่า พระอรหันต์แม้ท่านไม่ต้องอาศัยพระวินัยเป็นเครื่องควบคุมฝึกหัดกาย วาจา อีกต่อไป แต่ท่านกลับเป็นผู้ที่รักษาพระวินัยได้เคร่งครัดที่สุด ข้อนี้เป็นเพราะเหตุใดขอฝากเป็นข้อคิดทิ้งท้าย
จาก ภิกษุโง่ [17/10/2554 8:13:37 ]

ความคิดเห็นที่ 20
ได้อ่านโทษภัยของศีลแล้วน่ากลัวนะครับ
แต่มีข้อ น่าสังเกตนะครับ....ว่า
เรื่องศีลนี่เป็นเรื่องแปลกนะครับ พระทำความผิดวินัยข้อเดียวกัน แต่โทษไม่เหมือนกัน อย่างปาราชิกข้อหนึ่ง พระเสพเมถุน พระทั่วๆไปถ้าล่วงวินัยข้อนี้ ถือว่าขาดจากความเป็นพระ แต่ถ้า พระต้นบัญญัติ หรือ พระบ้าเสียสติ กลับไม่ถือว่าผิดศีลแต่อย่างใดเลย

เรียนถามพระภิกษุโง่ ครับว่า อย่างในกรณีนี้ จะมีวิบากกรรมหนักเบาแค่ไหน?

ตามความเข้าใจของผมแล้ว ตัวศีลเองนั้นไม่ได้มีโทษภัยอะไรเลย เพราะศีลคือภาวะปรกติ เป็นกลางๆ แต่พระหรือคนที่ผิดศีล ได้รับโทษภัยเพราะการผิดสัญญา ผิดสัจจะ ต่อตัวเองกระมังครับ หรือ สร้างอุปาทาน ซ้อนอุปาทาน สร้างสมมติ ซ้อนสมมติ กล่าวคือจิตปรุงแต่งขึ้นมาเอง ถ้าระวังเรื่องจิตเสียแล้วศีลก็คงไม่มึความหมายอะไรเลย
จาก Blue Jean [17/10/2554 8:15:36 ]

ความคิดเห็นที่ 21
คุณ Blue Jeans
การละเมิดพระวินัยนั้นมีโทษอยู่ ๒ ประการคือ
๑. โลกวัชชะ เป็นโทษทางโลก เป็นโทษอันเกิดจากการละเมิดที่เกิดพร้อมด้วยสจิตตกะ มีจิตที่เป็นไปในฝ่ายอกุศลล้วน ๆ สิกขาบทหรือข้อวินัยลักษณะนี้ คนธรรมดาสามัญแม้ที่มิใช่ภิกษุไปละเมิดเข้า ก็เป็นความผิดมีโทษ เป็นบาปเป็นอกุศล เช่น ฆ่ามนุษย์ โจรกรรม ด่าทอ ทุบตี เป็นต้น
๒. ปัณณัตติวัชชะ โทษทางพระบัญญัติ คือ คนธรรมดาสามัญทำเข้าแล้วไม่เป็นความผิด ความเสียหาย หรือเป็นโทษ มีโทษแต่สำหรับภิกษุผู้ไปล่วงละเมิดเข้าเท่านั้น เช่น การฉันอาหารในเวลาวิกาล การขุดดิน การใช้จีวรที่ไม่ได้พินทุ(ทำเครื่องหมาย)
ภิกษุผู้เป็นสาเหตุให้พระพุทธเจ้าบัญญัติสิกขาบท (อาทิกัมมิกภิกษุ) นั้น ถ้าไปกระทำสิ่งที่เป็นโทษทางโลก ซึ่งมีอกุศลจิตเป็นมูล แม้จะพ้นจากโทษที่เป็นปัณณัตติวัชชะ ก็ไม่สามารถพ้นจากโทษที่เป็นโลกวัชชะได้ คือยังคงเป็นบาปเป็นอกุศลมีวิบากอยู่ดี สำหรับอาทิกัมมิกที่เป็นต้นบัญญัตติแห่งพระวินัยที่เป็นปัณณัตติวัชชะนั้น ไม่มีโทษทั้งสองทาง สำหรับภิกษุบ้านั้น ไม่มีโทษทั้งสองทาง เพราะไม่มีเจตนาทั้งไม่มีสติสัมปฤดีรู้ตัวว่าตนกำลังทำอะไรอยู่
การเป็นพระภิกษุนั้นเช่นกันกับการได้สิทธิพิเศษที่ได้ความสะดวกในการทำความสิ้นพ้นทุกข์ แต่ก็เหมือนอยู่เดินไปบนถนนที่ทั้งคับแคบทั้งลื่น โดยที่ข้างทางทั้งสองข้าง นั้นก็คือเหว เส้นทางที่ไปสู่จุดมุ่งหมายอาจจะตรงดิ่งไม่วกวนมากก็จริง แต่ถ้าหากพลาดหกล้มแล้วก็ไปสู่อบายภูมิได้ง่ายกว่าฆราวาสมากมายนัก
ตามที่คุณ Blue Jeans เข้าใจว่า “ ตัวศีลเองนั้นไม่ได้มีโทษภัยอะไรเลย เพราะศีลคือภาวะปรกติ เป็นกลางๆ แต่พระหรือคนที่ผิดศีล ได้รับโทษภัยเพราะการผิดสัญญา ผิดสัจจะ ต่อตัวเองกระมังครับ หรือ สร้างอุปาทาน ซ้อนอุปาทาน สร้างสมมติ ซ้อนสมมติ กล่าวคือจิตปรุงแต่งขึ้นมาเอง “ นั้น ขอทำความเข้าใจเพิ่มเติม ดังนี้
ตามที่ได้กล่าวไว้ ในความคิดเห็นที่ ๒๘ แล้ว ว่าพระพุทธองค์มิได้บัญญัติพระวินัยโดยปราศจากสัจจะรองรับ พระวินัยทั้งฝ่ายที่เป็นโลกวัชชะและปัณณัตติวัชชะนั้นมีโทษจริง มิใช่ว่า เป็นโทษเพราะเราไปยึดว่าศีลหรือวินัยนั้นเป็นโทษ มิใช่เมื่อเราไม่ไปยึดถือว่าเป็นโทษแล้ว ศีลวินัยก็คงไม่มีความหมาย ถ้าหากไปเข้าใจเช่นนั้น ก็อาจพลอยให้สรุปได้ว่า บาปอยู่ที่คิดว่าเป็นบาป ผิดศีลอยู่ที่คิดว่าผิดศีล ไม่คิดว่าผิดก็ไม่ผิด ทุกอย่างมีเหตุปัจจัย ตราบใดที่เรายังไม่ประจักษ์ด้วยปัญญาที่แท้จริงได้ เราก็ยังไม่อาจที่จะสรุปเอาได้ว่าเป็นเพราะอย่างนั้นอย่างนี้
อกุศลและกุศล นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วเป็นปรมัตถธรรม มิใช่ว่าพระพุทธองค์ทรงบัญญัติขึ้นมา ปัญญาของพระองค์ทราบถึงสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยให้บาปอกุศลเหล่านั้นเกิดขึ้นจึงทรงบัญญัติพระวินัยมาป้องกันเหตุที่จะก่อให้เกิดอกุศล การที่ไปล่วงละเมิดศีลหรือพระวินัยก็ดี แล้วเกิดโทษขึ้น ก็มิใช่เกิดจากอุปาทานของผู้นั้นสร้างขึ้น มิใช่เป็นสิ่งสมมติขึ้น หรือมิใช่เป็นการสร้างสมมติซ้อนสมมติ หรือจิตปรุงแต่งขึ้นมาเอง แต่เป็นสิ่งที่เป็นสัจจะโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ส่วนการที่จะเกิดโทษภัยเพราะผิดสัญญา หรือผิดสัจจะ ก็เป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผลประการหนึ่ง หากเป็นไปในทางที่ว่า รู้ว่าผิดรู้ว่าไม่ควรแล้วยังฝืนทำลงไป

สำหรับ ความเข้าใจของคุณ Blue Jeans ที่ว่า “เมื่อระวังรักษาจิตแล้ว ศีลก็คงไม่มีความหมาย “ นั้น เป็นการชอบที่ระวังรักษาจิต แต่โดยวิธีอย่างไรเล่า ระวังรักษาจากอะไร การที่เราระวังรักษาจิตนั้น ก็เป็นการระวังรักษาจิตจากอกุศลที่ละล้นออกมาเป็นความประพฤติผิดทุจริต ทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง ทางใจบ้างมิใช่หรือ มิใช่ทุกคนที่จะรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้า อะไรเป็นสิ่งเกื้อกูลแก่ธรรมปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินกว่าที่ปัญญาระดับเรา ๆ ท่าน ๆ จะเข้าใจได้ เรื่องพระวินัย มิใช่เรื่องจริยธรรม ที่ว่าอะไรดีอะไรชั่วเท่านั้น หากเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับระบบปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ เหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงบัญญัติพระวินัย เพื่อชี้ให้สาวกผู้ปฏิบัติได้ทราบถึงข้อที่ควรระวังควรสำเหนียกใส่ใจ (ซี่งเป็นที่มาของคำว่า สิกขาบท)
นอกไปจากนี้แล้ว กิริยาอาการที่สำรวมรักษาจิตนั้น เป็นอาการของศีลอย่างหนึ่ง เรียกว่า ศีลสังวร หากเป็นไปในมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นไปในการเจริญสติปัฏฐาน ก็นับเป็น อธิศีลสิกขา การรักษาจิตนั้นก็เป็นตัวศีลอยู่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งควบคุมพฤติกรรมทางกายวาจา โดยอัตโนมัติ จึงไม่อาจกล่าวได้ว่า ศีลไม่มีความหมายในขั้นของการระวังรักษาจิต
ฉะนั้น จะเห็นความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันของพระวินัยคือสิกขาบทซึ่งเป็นตัวศีล กับสมาธิและปัญญา พระวินัยเป็นเหตุให้เกิดความสำรวมที่จะไม่ล่วงละเมิด การสำรวมระวังในลักษณะเช่นนี้ ก็เป็นการรักษาจิตอยู่ในตัว ซึ่งคุณ Blue Jeans จะกล่าวกลับกัน ก็ได้ว่า การระวังรักษาจิต ก็เป็นเหตุให้ไม่ละเมิดศีล แต่จะกล่าวว่า การระวังรักษาจิต ไม่เกี่ยวกับศีล หรือศีลไม่มีความหมายนั้น คงไม่ได้ หรือจะระวังรักษาจิตโดยไม่รู้เรื่องของพระวินัยเรื่องของศีล แต่อย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะการสำรวม ผู้สำรวมต้องทราบอยู่ในตัวด้วยว่า สำรวมระวังรักษาจิตจากอะไร ซึ่งตรงจุดนี้เองเป็นจุดนี้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับศีล โดยที่ผู้นั้นจะทราบหรือไม่ทราบว่าเป็นศีลก็ตาม
โทษของการละเมิดศีลนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวก็จริง แต่อานิสงส์แห่งการรักษาศีลก็มีมาก คิดในอีกด้านหนึ่งก็ถือว่าเป็นกุศลบารมีอย่างยิ่งของเรา ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงเรื่องศีลเรื่องวินัย แสดงถึงคุณและโทษไว้อย่างละเอียด ให้เราได้รับทราบ เพื่อที่เราจะได้สำรวมระวังไม่ไปล่วงละเมิดสิ่งที่เป็นโทษ และพยายามรักษาศีลไม่ให้ด่างพร้อย เพื่ออานิสงส์อันยิ่งที่เราจะพึงได้รับ หากเราไม่ได้มีโอกาสรับทราบรับรู้ถึงคำสั่งสอนในเรื่องศีล เรื่องวินัย เราแน่ใจแล้วละหรือว่า เพียงสามัญสำนึกที่ติดตัวมานั้น จะเพียงพอที่จะทำให้เราทราบว่าอะไรดีไม่ดี อะไรควรไม่ควร อะไรเป็นทาง อะไรมิใช่ทาง อะไรเป็นเหตุเสื่อมจากธรรมเป็นเครื่องดับทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เจริญในธรรมเป็นเครื่องพ้นทุกข์ แม้จะเป็นในระดับศีลหรือวินัยก็ตาม ขอน้อมนำบทเทศนาของ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มาพิมพ์ไว้เป็นบทสรุปท่านที่เข้ามาอ่านความคิดเห็นได้พิจารณา ดังนี้

“………. ศีลต้องเป็นศีล แต่เป็นเครื่องหนุน ให้สมาธิเกิดขึ้นได้ง่าย เช่น ผู้ปฏิบัติตัวด้วยศีลอันบริสุทธิ์แล้ว จิต จะไม่เป็นกังวลระแคะระคายในตัวของตนว่า เป็นผู้มีศีลด่างพร้อย อะไรๆ เพราะศีลสมบูรณ์แล้วก็มีความอบอุ่น จิตก็ไม่เป็นกังวล เมื่อ จิตไม่เป็นกังวลแล้วทำสมาธิก็ลงได้เร็ว นี้ลงได้เร็วแล้วเป็นสมาธิ แน่วแน่เข้าไป สมาธิเป็นหลายขั้นหลายภูมิในภาคปฏิบัติ ……..”
“…………พระพุทธเจ้าแสดงว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นี้คือ องค์ศาสดาเป็นผู้ แสดงเอาไว้ ดังในคัมภีร์ท่านก็บอกไว้แล้วว่า สีลปริภาวิโต สมาธิ มหัปผโล โหติ มหานิสังโส สมาธิเมื่อศีลอบรมแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงฆ์มาก คือศีลอบรมสมาธินี้อบรมอย่างไร ศีลนี่เป็น เครื่องคุ้มกันสมาธิ คุ้มกันจิตไม่ให้วอกแวกคลอนแคลน ไม่ได้ ตำหนิตนว่าศีลด่างพร้อยไปต่างๆ …….”


จาก ภิกษุโง่ [ [17/10/2554 8:16:31 ]

ความคิดเห็นที่ 22
ฉันมีความรู้สึกว่าได้สนทนากับท่านผู้รู้แล้วคุ้มค่ากับเวลาที่ให้ไปโดยเฉพาะกับท่าน
"ภิกษุ..." เห็นด้วยกับท่านสัจจธรรมภิกขุว่า ท่านเป็นผู้มีความแตกฉาน ตอบปัญหาได้ชัดเจน
ขออย่าได้มีเหตุใดๆมาเปลี่ยนเส้นทางดำเนินของท่าน เพื่อที่จะได้เป็นที่พึ่งของชาวบ้านดำรงพระธรรมของพระศาสดาให้สถาพร แม้ทางเดินจะแคบและลื่น แต่ก็นับว่าโชคดีกว่าชาวบ้านที่ทางเดินมันกว้าง อ้างว้าง เสียจนแทบจะหาจุดหมายไม่ได้ นั่นเป็นเพราะบารมียังสร้างสมไม่พอที่จะเดินบนเส้นทางเดียวกับท่านได้ แม้พระคุณเจ้าท่านอื่นก็เช่นกัน
ด้วยความเคารพค่ะ
จาก คุณJJJ [17/10/2554 8:18:22 ]

ความคิดเห็นที่ 23
การตอบคำถามธรรมะ ควรจะอ้างพุทธเจ้าตรัสอย่างงี้ ส่วนไหนที่เป็นความเห็นก็น่าจะบอกนี่เป็นความคิดตัวเอง หลายท่านในที่นี้ก็ทำได้ดี
จาก ตามรอยธรรม [23/10/2554 23:57:12 ]

ความคิดเห็นที่ 24
http://www.teccoach.com/ coach outlet
http://www.cheapcoachbagpurses.com/ cheap coach purses
http://www.coachpursebagsoutlet.com/ coach bags outlet
http://www.buyscoachoutletonline.org/ coach outlet
http://www.louisvuittonoutletmake.com/ louis vuitton outlet
http://www.coupon2013.org/ coach factory outlet online
http://www.coachfactoryoutleth.org/ coach factory outlet
http://www.louisvuittonpursebag.com/ louis vuitton bags
http://www.gotocoachoutlett.net/ coach outlet online
http://www.louisvuittonhandbagsoutlete.net/ Louis Vuitton Handbags Outlet
http://www.getcoachfactorysoutlet.org/ Coach Factory Outlet
http://www.discountcoachhandbags.net/ coach handbags outlet
จาก http://www.discountcoachhandbags.net/ [22/1/2556 16:31:52 ]

ความคิดเห็นที่ 25
http://www.teccoach.com/ coach outlet
http://www.cheapcoachbagpurses.com/ cheap coach purses
http://www.coachpursebagsoutlet.com/ coach bags outlet
http://www.buyscoachoutletonline.org/ coach outlet
http://www.louisvuittonoutletmake.com/ louis vuitton outlet
http://www.coupon2013.org/ coach factory outlet online
http://www.coachfactoryoutleth.org/ coach factory outlet
http://www.louisvuittonpursebag.com/ louis vuitton bags
http://www.gotocoachoutlett.net/ coach outlet online
http://www.louisvuittonhandbagsoutlete.net/ Louis Vuitton Handbags Outlet
http://www.getcoachfactorysoutlet.org/ Coach Factory Outlet
http://www.discountcoachhandbags.net/ coach handbags outlet
จาก http://www.discountcoachhandbags.net/ [22/1/2556 16:35:24 ]
  ร่วมลงความเห็น > เพิ่มกระทู้ใหม่ > หน้ารวมกระทู้
รายละเอียด :
ผู้โพส :
อีเมล์ :
รูปภาพ :
ไฟล์ gif หรือ jpg ขนาดไม่เกิน 100 KB เท่านั้น
รหัสป้องกัน Security images